BETA CARE (เบต้า แคร์)
1,590฿ Original price was: 1,590฿.890฿Current price is: 890฿.
อาหารเสริมฟื้นฟูสะเก็ดเงินด้วย นวัตกรรมสารสกัดขมิ้นชัน Curcumin PHYTOSOME® พร้อม Probiotic 5 สายพันธ์ุที่คัด เลือกมาเพื่อช่วยด้านโรคสะเก็ดเงินโดยตรง
เหมาะสำหรับ :
✅ มีผื่นแดงคัน ตกสะเก็ดสีเงิน เป็นๆ หายๆ
✅ รักษาด้วยยาทาหรือสเตียรอยด์ มานานแต่ผื่นยังกลับมา
✅ เริ่มมีอาการปวดข้อ รู้สึกอ่อนเพลีย หรือมีความผิดปกติต่างๆ จากสะเก็ดเงิน
✅ เครียดบ่อย พักผ่อนน้อยทำให้ ผื่นกำเริบ
✅ ผู้ป่วยสะเก็ดเงินที่อยากได้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดูแลสุขภาพควบคู่กับการรักษาของแพทย์
✅ ขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิต ต้องคอยใส่เสื้อผ้าปกปิดรอยผื่นอยู่เสมอ
🆓 จัดส่งฟรี! เก็บเงินปลายทาง! 🚚
สรุปราคา BETA CARE (เบต้าแคร์)
ตารางสรุปราคาพิเศษเทียบกับราคาปกติ ของผลิตภัณฑ์ BETA CARE :
| จำนวน (กล่อง) | ราคาโปรโมชั่น (บาท) | ราคาปกติ (บาท) |
| 1 กล่อง | 890 | 1,590 |
| 4 กล่อง | 2,490 | 6,360 |
| 8 กล่อง | 4,590 | 12,720 |
| 15 กล่อง | 7,890 | 23,850 |
| 25 กล่อง | 12,990 | 39,750 |

BETA CARE (เบต้า แคร์)
อาหารเสริมดูแล โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) และ สุขภาพลำไส้ จาก HOPEFUL ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลผิวหนังอักเสบเรื้อรังจากภายใน ด้วยแนวคิด Gut-Skin Axis (แกนเชื่อมลำไส้–ผิวหนัง) ผสานพลังของ Curcumin PHYTOSOME®, Probiotic 5 สายพันธุ์, สารสกัดแก่นตะวัน (Prebiotic), Vitamin D3 และ Vitamin E เพื่อปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และช่วยควบคุมการกำเริบของโรคสะเก็ดเงิน
วิธีการทาน :
- ช่วงที่มีอาการกำเริบของโรค : รับประทานครั้งละ 2 เม็ด วันละ 1 ครั้ง หลังอาหารเช้า
- ช่วงที่โรคสงบ : รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง หลังอาหารเช้า เพื่อลดความเสี่ยงการกำเริบของโรค
BETA CARE เหมาะกับใคร?
- ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน ที่ต้องการตัวช่วยดูแลและควบคุมอาการจากภายใน
- ผู้ที่มีปัญหาผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ผื่นแดง คัน ลอกเป็นขุย
- ผู้ที่มีปัญหาลำไส้ไม่สมดุล ท้องผูก หรือระบบขับถ่ายไม่ดี
- ผู้ที่มีภูมิแพ้ หรือต้องการปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบในร่างกาย
- ผู้ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพผิวควบคู่กับสุขภาพลำไส้ (Gut-Skin Axis)
ข้อห้ามใช้และข้อควรระวัง
- ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้สารประกอบต่างๆ ใน Beta Care
- ห้ามใช้ในเด็กต่ำกว่าอายุ 12 ปี
- ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้พืชตระกูลทานตะวัน/ตระกูลเดซี่ (Asteraceae) เช่น แก่นตะวัน ดอกทานตะวัน เนื่องจากมีสารสกัดแก่นตะวันและเลซิตินจากดอกทานตะวัน (Sunflower Lecithin) เป็นส่วนประกอบ
- หลีกเลี่ยงในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ถ้าอยากลองใช้ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน (เนื่องจากมีสารสกัดขมิ้นชันเข้มข้น)
- ในผู้ป่วยที่ใช้ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น Warfarin, Apixaban และ ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น Aspirin, Clopidogrel อาจแนะนำเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ (ขมิ้นชันและ Vitamin E อาจเสริมฤทธิ์ทำให้เลือดออกง่ายขึ้น)
- ผู้ป่วยนิ่วในถุงน้ำดี หรือภาวะท่อน้ำดีอุดตัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ (ขมิ้นชันกระตุ้นการหลั่งน้ำดี)
- ผู้ที่เตรียมเข้ารับการผ่าตัด ควรแจ้งแพทย์และหยุดผลิตภัณฑ์ก่อนผ่าตัดตามคำแนะนำ (ลดความเสี่ยงเลือดออก)
ผลข้างเคียงที่อาจพบ
ค่อนข้างปลอดภัย ไม่ค่อยพบผลข้างเคียง แต่ที่พอมีรายงานบ้างได้แก่
- จากสารสกัดขมิ้นชัน (Curcumin) ในบางรายอาจมีอาการ ไม่สบายท้อง คลื่นไส้ ท้องเสีย หรือแสบท้อง
(รับประทานหลังอาหารทันทีช่วยได้) - จาก Probiotic และสารสกัดแก่นตะวัน (Inulin/Prebiotic) ในช่วงแรกอาจมีลมในท้อง ท้องอืด ผายลมบ่อย เนื่องจากเป็นใยอาหารที่จุลินทรีย์ใช้หมัก (มักดีขึ้นเองเมื่อร่างกายปรับตัว)
- จากการแพ้ส่วนประกอบ ในบางรายอาจมีผื่นแดง หรือคันตามผิวหนัง
ส่วนประกอบสำคัญของ BETA CARE
1. นวัตกรรมสารสกัดขมิ้นชัน Curcumin PHYTOSOME®
นวัตกรรมสารสกัดขมิ้นชันที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของขมิ้นชันทั่วไป โดยปกติแล้ว ขมิ้นชันทั่วไปมีข้อจำกัดสำคัญในด้าน การดูดซึม เนื่องจากละลายน้ำได้ต่ำ และมักถูกขับออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายนำสารสำคัญไปใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่
ขมิ้นชันของ BETA CARE จึงถูกพัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยี Phytosome® ซึ่งเป็นกระบวนการเชื่อมสารสำคัญกลุ่ม Curcuminoids เข้ากับ เลซิตินจากดอกทานตะวัน (Sunflower Lecithin) ส่งผลให้ประสิทธิภาพการดูดซึมของสารสกัดขมิ้นชันใน BETA CARE ดูดซึมได้ดีกว่ายี่ห้อทั่วไปถึง 29 เท่า
กลไกที่ขมิ้นชันเกี่ยวข้องกับการลดการอักเสบของสะเก็ดเงิน
- ยับยั้งการอักเสบของร่างกาย ผ่านกลไกยับยั้งการหลั่ง Inflammatory Cytokine หรือสารก่อการอักเสบที่สำคัญ เช่น TNF-α, IL-1, IL-6 และ IL-22
- ช่วยลดความเสียหายของเซลล์ ด้วยคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยลดภาวะเครียดออกซิเดชัน และสนับสนุนการปกป้องเซลล์จากความเสียหายในระดับเซลล์
งานวิจัยยืนยันฤทธิ์ต้านสะเก็ดเงิน
จากงานวิจัยในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินรวม 63 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองที่ได้รับ ยาทาสเตียรอยด์ ร่วมกับ Curcumin PHYTOSOME® (31 คน) และกลุ่มควบคุมที่ได้รับ ยาทาสเตียรอยด์ ร่วมกับยาหลอก (32 คน) พบว่าหลังการรักษา 12 สัปดาห์ กลุ่มที่ได้รับ Curcumin PHYTOSOME® มีคะแนนความรุนแรงของโรคสะเก็ดเงิน (PASI) ลดลงมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และมากกว่า 90% ของกลุ่มนี้มีผื่นดีขึ้นอย่างน้อย 50% เมื่อเทียบกับก่อนเริ่มรักษา
2. Probiotic 5 สายพันธุ์ (จุลินทรีย์ที่คัดสรรมาเพื่อดูแลสะเก็ดเงินโดยตรง)
จุลินทรีย์ทั้ง 5 สายพันธุ์ในสูตรถูกคัดเลือกมาเพราะ “มีความสำคัญต่อระบบผิวหนังโดยตรง” ทำงานปรับสมดุลลำไส้เพื่อลดการอักเสบที่ย้อนกลับไปกระตุ้นสะเก็ดเงิน แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่
2.1 กลุ่ม Lactobacilli (2 สายพันธุ์)
- Lactobacillus Rhamnosus : มีการศึกษาว่าช่วยส่งเสริมการสร้างและการทำงานของยีน Foxp3+ ซึ่งเป็นยีนที่ทำหน้าที่สร้าง Regulatory T-cells (Treg) เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่รักษาสมดุลของภูมิคุ้มกัน คอยควบคุมไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักจนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เม็ดเลือดขาวตัวอื่นไปทำลายเซลล์ต่างๆ ในร่างกายตนเอง (ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของสะเก็ดเงิน)
- Lactobacillus Acidophilus : เป็น Probiotic ที่ช่วยสนับสนุนความแข็งแรงของผนังลำไส้ ช่วยให้ “รอยต่อของผนังลำไส้ หรือ Tight Junction แน่นขึ้น” จึงช่วยลดโอกาสที่สิ่งแปลกปลอมหรือสารก่อการอักเสบจะเล็ดลอดผ่านผนังลำไส้เข้าสู่ร่างกาย
2.2 กลุ่ม Bifidobacterium (3 สายพันธุ์)
- Bifidobacterium Bifidum : ช่วยลดการหลั่งสารก่อการอักเสบ เช่น TNF-α และ IL-6 ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบของร่างกาย รวมถึงการอักเสบของผิวหนังจากภาวะสะเก็ดเงิน
- Bifidobacterium Lactis : ช่วยให้ Tight Junction หรือช่องรอยต่อระหว่างเซลล์แน่นขึ้น ลดการหลุดรอดของสารก่อการอักเสบไปยังผิวหนัง และช่วยในการสังเคราะห์กรดไขมันสายสั้น (SCFAs) เช่น acetate ซึ่งช่วยควบคุม pH ในลำไส้ให้เหมาะสม ทำให้ Probiotic เจริญเติบโตได้ดี สนับสนุนสมดุลของภูมิคุ้มกัน และลดการอักเสบจากภายใน
- Bifidobacterium Longum : ช่วยเสริมความแข็งแรงของผนังลำไส้ ลดการอักเสบจากความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) และช่วยลดการหลั่งสารก่อการอักเสบต่างๆ
งานวิจัยยืนยันฤทธิ์ต้านสะเก็ดเงินของ Probiotic
- จากงานวิจัยในผู้ป่วยสะเก็ดเงิน 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ Probiotic แบบ multi-strain 4 สายพันธุ์ (L. acidophilus, B. bifidum, B. lactis, B. longum) จำนวน 25 ราย และกลุ่มยาหลอก 25 ราย พบว่าหลังใช้ 8 สัปดาห์ กลุ่มที่ได้รับ Probiotic มีคะแนน PASI ลดลงมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และกว่า 40% มีผื่นดีขึ้นอย่างน้อย 50%
- ในการศึกษาแบบ Meta-analysis ที่รวบรวม 15 งานวิจัย รวมผู้เข้าร่วม 1,423 คน พบว่า การเสริม Probiotics ในผู้ป่วยสะเก็ดเงินช่วยให้คะแนน PASI ลดลงมากกว่ากลุ่มยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย สะท้อนบทบาทของ Probiotics ในฐานะตัวช่วยเสริมการดูแลสะเก็ดเงินผ่านการปรับสมดุลลำไส้และลดการอักเสบจากภายใน
3. สารสกัดจากแก่นตะวัน (Helianthus Tuberosus L. Extract)
แก่นตะวัน (Jerusalem Artichoke) เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับทานตะวัน มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ ก่อนกระจายพันธุ์ไปยังยุโรป เอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยสารสกัดที่ใช้ในสูตรนี้เป็นความร่วมมือกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว. / TISTR)
จุดเด่นสำคัญ คือ แก่นตะวันอุดมไปด้วย “Inulin” ซึ่งเป็น Prebiotic ธรรมชาติ เปรียบเสมือน “อาหารของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้” โดยเฉพาะสายพันธุ์ Lactobacillus spp. และ Bifidobacterium spp. จึงทำงานเสริมฤทธิ์โดยตรงกับ Probiotic 5 สายพันธุ์ในข้อ 2 เพื่อสร้างความสมดุลด้าน Gut-Skin Axis
ประโยชน์ของแก่นตะวันที่มีการศึกษารองรับ
- ช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยควบคุมน้ำหนัก
- ช่วยปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ลดอาการภูมิแพ้
- ปรับสมดุลลำไส้ ช่วยลดปัญหาท้องผูก และเสริมสมดุล Gut-Skin Axis เพื่อแก้ไขปัญหาทางผิวหนัง
- ลดการอักเสบ — มีการศึกษาทั้งในเซลล์และสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดจากแก่นตะวันมีส่วนช่วย “ลดการทำงานของสารก่อการอักเสบ หรือ Cytokine หลายชนิด” เช่น TNF-α, IL-1β, IL-6 และ IL-23 ซึ่งล้วนเป็นสารที่ทำให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนังของโรคสะเก็ดเงิน
4. Vitamin D3
สะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่ง Vitamin D เป็นวิตามินที่มีส่วนช่วยในการดูแลสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยลดการอักเสบ และช่วยให้การผลัดเซลล์ผิวเป็นปกติมากขึ้น จึงมีส่วนช่วยให้อาการของสะเก็ดเงินควบคุมได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า ผู้ที่เป็นสะเก็ดเงินมักสัมพันธ์กับ ภาวะขาด Vitamin D และระดับ Vitamin D ที่ต่ำยังสัมพันธ์กับระยะเวลาการเป็นและความรุนแรงของโรค ดังนั้นการเสริม Vitamin D ตั้งแต่เนิ่นๆ จึงอาจช่วยให้อาการของโรคดีขึ้น และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยสะเก็ดเงินได้
5. Vitamin E
Vitamin E มีส่วนช่วย เพิ่มความชุ่มชื้นของผิวหนัง ลดอาการแสบ คัน และการอักเสบของผิว นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีระดับ Vitamin E ในเลือดต่ำกว่า มีแนวโน้มที่จะเกิดโรคทางผิวหนังแบบเรื้อรังมากกว่าผู้ที่มีระดับสูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นโรคสะเก็ดเงินหรือโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังอื่นๆ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมComing Soon
การดูแลตัวเองในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงิน
โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคเรื้อรังที่ “รักษาได้แต่ไม่หายขาด” การควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้โรคกำเริบจึงสำคัญอย่างมาก ควบคู่กับการพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
จัดการความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ
- ความเครียดและการพักผ่อนน้อยเป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นหลักที่ทำให้โรคกำเริบ ควรหากิจกรรมผ่อนคลาย และนอนหลับให้เพียงพอในแต่ละวัน
ดูแลผิวหนังอย่างอ่อนโยน ไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ
- หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บของผิวหนังทุกรูปแบบ เช่น การเกิดแผล รอยขีดข่วน แมลงกัด หรือการแกะเกา เพราะรอยโรคสะเก็ดเงินมักเกิด ตรงตำแหน่งที่ผิวหนังถูกทำร้าย (Koebner Phenomenon)
- ทาครีมหรือมอยส์เจอไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันผิวแห้ง แตก และลดอาการคัน
ระวังสภาพอากาศและแสงแดด
- อากาศเย็นและแห้งเป็นตัวกระตุ้นให้ผิวแห้งและโรคกำเริบ ควรดูแลผิวให้ชุ่มชื้นเป็นพิเศษในช่วงนี้
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสแดดจัดจนเกิดผิวไหม้แดด (Sunburn) เพราะกระตุ้นการกำเริบได้
หลีกเลี่ยงการติดเชื้อ
- การติดเชื้อในร่างกายสามารถกระตุ้นให้โรคสะเก็ดเงินกำเริบได้ ควรดูแลสุขอนามัยและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง
งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ และควันบุหรี่มือสอง
- การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ หรือแม้แต่การอยู่ใกล้ควันบุหรี่ ล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นการกำเริบของโรค
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
- ภาวะอ้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นการอักเสบและการกำเริบของสะเก็ดเงิน การควบคุมน้ำหนักจึงช่วยควบคุมโรคได้
ระวังยาบางชนิดที่อาจกระตุ้นให้โรคกำเริบ (ควรแจ้ง/ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้)
- ยาแก้ปวดอักเสบกลุ่ม NSAIDs
- ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม Beta Blocker
- ยาฆ่าเชื้อกลุ่ม Tetracycline และ ยาต้านมาลาเรีย
- ยาปรับอารมณ์ Lithium
ปรับอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นการอักเสบ
- อาหารน้ำตาลสูง และอาหารไขมันสูง
- นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนม
- สัตว์เนื้อแดง
- ของหมักดอง และอาหารแปรรูป
- อาหารที่มีกลูเตน เช่น ขนมปัง แป้งสาลี
- ผักตระกูลมะเขือ (Nightshade) และมันฝรั่ง
พบแพทย์ตามนัดและควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ
- ทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง และไปพบแพทย์ตามนัด
- เนื่องจากสะเก็ดเงินอาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น โรคข้ออักเสบจากสะเก็ดเงิน (Psoriatic Arthritis), โรคทางหัวใจและหลอดเลือด, การติดเชื้อที่ผิวหนัง และโรคแพ้ภูมิตัวเอง จึงควรดูแลสุขภาพโดยรวมและควบคุมโรคประจำตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
สะเก็ดเงิน




