BETA OIL (เบต้า ออยล์)
1,290฿ Original price was: 1,290฿.690฿Current price is: 690฿.
อาหารเสริมบำรุงหัวใจและหลอดเลือด จาก HOPEFUL
เหมาะสำหรับ : ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง, ผู้ที่มีความเสี่ยงของการเกิดโรคทางหัวใจและหลอดเลือด, ผู้ที่มีโรคไขมัน ความดัน เบาหวาน , ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ไม่ค่อยออกกำลังกาย ชอบทานของมันของทอด
✅ ช่วยลดไขมันเลว (LDL) และ ลด Triglyceride
✅ ช่วยเพิ่มไขมันดี (HDL)
✅ ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือด
✅ ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตให้เหมาะสม
🆓 จัดส่งฟรี! เก็บเงินปลายทาง! 🚚
สรุปราคา BETA OIL (เบต้าออยล์)
ตารางสรุปราคาพิเศษเทียบกับราคาปกติ ของผลิตภัณฑ์ BETA OIL :
| จำนวน (กล่อง) | ราคาโปรโมชั่น (บาท) | ราคาปกติ (บาท) |
| 1 กล่อง | 690 | 1,290 |
| 4 กล่อง | 1,790 | 5,160 |
| 8 กล่อง | 3,290 | 10,320 |
| 15 กล่อง | 5,690 | 19,350 |
| 24 กล่อง | 8,290 | 30,960 |

BETA OIL (เบต้า ออยล์)
อาหารเสริมบำรุงหัวใจและหลอดเลือดจาก HOPEFUL รวมพลังสารสกัดธรรมชาติ ช่วยลดไขมันเลว (LDL), Triglyceride เพิ่มไขมันดี (HDL) ควบคุมความดัน ลดการอักเสบของหลอดเลือด เหมาะสำหรับผู้มีความเสี่ยงโรคหัวใจหรือไขมันสูง
วิธีการทาน :
รับประทาน 1 เม็ดวันละ 1 ครั้งหลังอาหารเย็น (เนื่องจากไขมันสังเคราะห์มากช่วงกลางคืน) – หากลูกค้าทานยาลดไขมันที่ชื่อ Cholestyramine หรือนาดักจับไขมันที่ชื่อ Orlistat อยู่ ให้ทาน BETA OIL แยกมื้อกับยา – แต่ถ้าเป็นยาลดไขมันตัวอื่นไม่ได้มีปัญหาอะไร สามารถทาน BETA OIL ร่วมได้
BETA OIL เหมาะกับใคร?
- ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง
- ผู้ที่มีความเสี่ยงของการเกิดโรคทางหัวใจและหลอดเลือด
- ผู้ที่มีโรคไขมัน ความดัน เบาหวาน เป็นต้น
- ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ไม่ค่อยออกกำลังกาย ชอบทานของมันของทอด
ข้อห้ามใช้และข้อควรระวัง
- ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้สารประกอบต่างๆใน Beta Oil
- ห้ามใช้ในผู้ที่ใช้ยา Deferoxamine
- ห้ามใช้ในเด็กต่ำกว่าอายุ 12 ปี
- หลีกเลี่ยงในผู้ป่วยตับอักเสบ หรือให้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
- หลีกเลี่ยงในหญิงตั้งครรภ์ ถ้าอยากลองใช้ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
- ในผู้ป่วยที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดเช่น Warfarin, Apixaban อาจแนะนำให้หลีกเลี่ยง
- ระวังในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ ต่อมน้ำดี ท่อน้ำดี หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยไขมัน ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
- ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรับยาเคมีบำบัดควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
- ผู้ป่วยระยะฟอกไต ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
- ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเองหรือทานยากดภูมิอยู่ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
ผลข้างเคียงที่อาจพบ
ค่อนข้างปลอดภัย ไม่ค่อยพบผลข้างเคียง แต่ที่พอมีรายงานบ้างได้แก่
- บางรายอาจมีอาการ กำเริบของกรดไหลย้อน มีอาการจุกแน่น/แสบร้อนยอดอก ร่วมกับเรอเปรี้ยวได้
- บางรายอาจมีอาการ มึนหัว เวียนหัว (เป็นอาการช่วงแรกของการรับประทานในผู้ป่วยบางราย เป็นผลจากการที่ระดับความดันเริ่มต่ำลง >> แต่หากความดันตัวบนต่ำลงจนน้อยกว่า 90 แปลว่าร่างกายตอบสนองต่อการลดความดันมากเกินไปต้องลดขนาดการใช้)
- บางรายอาจมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ไม่สบายท้อง ท้องเสีย (ทานหลังอาหารทันทีช่วยได้)
ส่วนประกอบสำคัญของ Beta oil
1. เปปไทด์ไฮโดรไลเซท (Hydrolysate Peptide) ที่สกัดจากข้าวสีนิล
- มีฤทธิ์ antioxidant ซึ่งสามารถช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือด อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคทางด้านหัวใจและหลอดเลือด
- นอกจากนั้นยังสามารถช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆที่มีสาเหตุจากการอักเสบภายในร่างกาย เช่น มะเร็ง, หอบหืด, ลำไส้อักเสบ, รูมาตอยด์ และ เบาหวาน เป็นต้น
- มีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัด Peptide Hydrolysate จากข้าวสีนิลมีฤทธิ์ช่วยในการลดความดันโลหิต และ ลดไขมันในเลือด ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับสารสกัด
2. น้ำมันพืช 3 ชนิด (น้ำมันคาโนล่า, น้ำมันรำข้าว และ น้ำมันมะกอก)
- ทั้ง 3 ตัวเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งมีความสามารถในการช่วยลดไขมันเลว (LDL) และ Triglyceride ในเลือด จึงสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคทางด้านหัวใจและหลอดเลือดได้
- นอกจากนั้น ในน้ำมันรำข้าวจะมีสารชื่อ “แกมมาออไรซานอล (Gamma Oryzanol)” สารตัวนี้จะช่วยเพิ่มไขมันดี (HDL) ให้กับร่างกาย ซึ่งตัวไขมันดีจะช่วยนำส่งไขมันตัวร้ายทั้งหลายไปทำลายที่ตับ จึงสามารถช่วยลดไขมันตัวร้ายต่างๆภายในร่างกายได้ มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการดูดซึมของไขมันจากอาหารในลำไส้เข้าสู่ร่างกาย ช่วยลดการสังเคราะห์ของไขมันที่ตับ (กลไกเดียวกับยาลดไขมันกลุ่ม Statin)
3. ไฟโตเสตอรอล (Phytosterol)
- เรียกอีกอย่างว่า Plant Sterol เป็นสารสกัดที่ได้จากพืชโดยโครงสร้างของสารนี้จะมีลักษณะคล้ายกับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในสัตว์ โดยสารนี้จะออกฤทธิ์โดยการแย่งการดูดซึมกับไขมันเลว(LDL) ทำให้ไขมันเลวถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายลดลง จึงสามารถลดระดับไขมันเลวในเลือดได้
4. DL-Alpha-Tocopheryl Acetate (Vitamin E)
- เป็น Vitamin E ชนิดที่มีฤทธิ์ antioxidant สูง มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคทางหัวใจและหลอดเลือด และโรคมะเร็งได้ และจากการศึกษายังพบว่าวิตามิน E ยังอาจสามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ในด้านป้องกันการเกิดโรคทางหัวใจและหลอดเลือด
5. L-Arginine และ L-Ornithine
- เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่พบในร่างกาย โดยปกติ 2 ตัวนี้จะทำงานร่วมกัน ช่วยในการสังเคราะห์สารที่มีชื่อว่า Nitric Oxide ซึ่งจะเป็นสารที่ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันไม่ให้ความดันโลหิตสูงจนเกินไป จึงมีประโยชน์ในด้านลดความเสี่ยงการเกิดโรคทางหัวใจและหลอดเลือดได้
- จากการศึกษาพบว่าการขาดกรดอะมิโน 2 ตัวนี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากโรคทางหัวใจและหลอดเลือดได้ ดังนั้นการเสริมกรดอะมิโน 2 ตัวนี้เข้าสู่ร่างกายจะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้
6. Ascorbic Acid (Vitamin C)
- ช่วยเสริมความแข็งแรงของหลอดเลือด และเป็นสารที่มีฤทธิ์ Antioxidant ช่วยในด้านลดการอักเสบต่างๆภายในร่างกาย รวมถึงบริเวณหลอดเลือดด้วย จึงสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคทางหัวใจและหลอดเลือดได้
- ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน มีส่วนช่วยด้านอาการภูมิแพ้ ช่วยป้องกันการติดเชื้อ และลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งได้
การดูแลตัวเองในผู้ป่วยโรคไขมัน ความดัน และโรคทางทางหัวใจและหลอดเลือดต่างๆ
- เน้นรับประทานอาหารแบบ DASH Diet (อาหารที่ช่วยหยุดความดันโลหิตสูง)
- ลดของมัน ของทอด ของหวาน หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ และอาหารที่เค็มหรือโซเดียมสูง เช่น ของหมักของดอง, บะหมี่กึ่งสำเร็งรูป และอาหารแปรรูปต่างๆ เช่น ไส้กรอก, แฮม, เบคอน
- ลดการบริโภคไขมันอิ่มตัว เช่น การปรุงอาหารให้ใช้น้ำมันพืชแทนน้ำมันสัตว์
- หลีกเลี่ยงทานสัตว์เนื้อแดง ให้เน้นเป็นปลา ธัญพืช ถั่วเปลือกแข็ง
- ดื่มนมไขมันต่ำ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาที/อาทิตย์ (แนะนำเป็น 5 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที)
- หยุดบุหรี่ และ แอลกอฮอล์
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม (ฺBMI = 18.5-22.9)
- BMI = น้ำหนัก/(ส่วนสูง(เมตร))2












